![]() |
|
Spaces home A little world of PathePhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
A little world of Pathe |
||||||||||||
|
July 06 มุมมองชีวิตแบบการวิ่งแข่งเคยวิ่งแข่งไหมครับ?
หลายคนคงจะเคยมีประสบการณ์นั้น บางคนเคยวิ่งเอง บางคนเคยดู
เคยเห็นคนวิ่งแข่งเขาวิ่งหันหลังไหมครับ? สำหรับผม คำตอบคือ ไม่เคย
นักวิ่งทุกคน เพื่อให้วิ่งได้ความเร็วและสะดวก เขาจะวิ่งไปข้างหน้า หันหน้ามุ่งเข้าสู่เส้นชัย นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง และ ไม่ฝืนธรรมชาติ
แต่คนเรา ใช้ชีวิตแบบ ฝืนธรรมชาติ คือ "วิ่งหันหลัง"
หลังจากที่เราเกิดมาแล้ว เราทุกคนก็ใช้ชีวิตแบบวิ่งถอยหลัง มองแต่สิ่งที่เคยเกิดขึ้น มองแต่จุดเริ่มต้นที่เราจากมา เราอายุเพิ่มขึ้นอีกปีนะ เราพึ่งผ่านวัยรุ่นมาเองนะ ว้า..เรายังไม่ได้ทำอะไรนั่นเลยอ้ะ เรายังใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยไม่สนุกเลย ฯลฯ เหล่านี่คือการ "วิ่งหันหลัง"
ไม่ยอมหันไปมองข้างหน้า ไม่ยอมดูเส้นชัย ไม่ยอมระวัง
สุดท้าย... ก็สะดุดหิน ล้ม พ่ายแพ้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ใกล้เส้นชัย จะสปีดให้เข้าอย่างสวยงามก็ไม่ทันเสียแล้ว....
2 -3 วันก่อน ผมได้เข้าเรียนเรื่อง "การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย" ผมไม่ได้จดอะไรลงสมุดเลย ยกเว้นวันสุดท้าย ผมสรุปทุกอย่างที่อาจารย์สอนและจดประโยคนี้ลงไปว่า
"การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ใกล้ตาย คือการที่ทำให้เขากลับมาวิ่งหันหน้าตรงเข้าสู่เส้นชัยอย่างสวยงาม"
นับตั้งแต่วินาทีที่เราออกจากจุดเริ่มต้น เราควรจะมองไปข้างหน้า เส้นชัยใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหมือนกับความตายที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แน่นอน มั่นคง และไม่เคยหนีหายไปไหน
การที่เราพึงระลึกเสมอว่า ข้างหน้าเราคืออะไร เราใกล้เข้าไปมากน้อยแค่ไหน
มันทำให้เรา มีสติ เตรียมพร้อม พร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมา
พร้อมสำหรับประสบการณ์ใหม่ที่กำลังจะมาถึง
อาจจะเป็นเพราะผมอยู่กับคนไข้ ที่ใกล้เสียชีวิตเยอะกระมังครับ ตอนนี้ผมกลับมาวิ่งหันหน้าตรงมุ่งเข้าสู่เส้นชัยแล้ว
หลายคนยังวิ่งหันหลังอยู่
จะฝืนธรรมชาติไปทำไมกันครับ
ปล. หลักการนี้ ใช้ได้สำหรับในทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่ความตายอย่างเดียวทั้งความรัก ยศถาบรรดาศักดิ์ ฯลฯ
บุญรักษาครับ June 06 ไม้ขีดไฟ กับอารมณ์วันก่อนผมสวดมนต์ ไหว้พระ (ที่จริงผมสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนทุกคืนครับ)
จำได้ว่าวันนั้นผมอยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ อารมณ์วุ่นวาย จำไม่ได้ว่าอารมณ์ไหน แต่มันทำให้จิตใจว้าวุ่นมาก ปกติแล้วก่อนนอนผมจะสวดมนต์กับหมอน แล้วก็เข้านอน แต่วันนั้นผมลุกขึ้นมาจุดธูปเทียนบูชาพระ แล้วก็สวดมนต์ และผมก็หยิบไม้ขีดไฟมาจุด
แสงจากเปลวไฟวูบวาบของไม้ขีดไฟ ดึงความคิดบางอย่างแทรกผ่านความขุ่นมัวของอารมณ์ผม
เออนะ.... เปลวไฟจากไม้ขีด มันก็เผาตัวไม้ขีดเอง ก่อนที่จะไปเผาอย่างอื่น
เหมือน.... อารมณ์....
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์อะไรก็ตาม รัก โลภ โกรธ หลง เศร้า เหงา อารมณ์ทำร้ายเรา เผาเรา ก่อน เท่านั้นยังไม่พอ มันยังลามไปที่คนอื่นอีกต่างหาก แต่ถ้ามองอย่างเห็นแก่ตัวนิดๆ มันทำร้ายเรานั่นล่ะคือประเด็น เมื่อไรก็ตามที่อารมณ์เกิด เมื่อนั้นเราจุดไม้ขีด เมื่อนั้นเปลวไฟเริ่มเผา และลามมาตามแท่งไม้เล็กๆมาเรื่อยๆ
ผมเคยเศร้า เคยโกรธ ท้อแท้ เสียใจ ร้องไห้ มากเท่าๆกับที่ผมเคย สุข ดีใจ หัวเราะ สนุกสนาน คนอื่นๆที่เข้ามาเหมือนสิ่งที่มารับเปลวไฟไปต่อ ถ้าเขาแคร์เราใส่ใจเรามาก เขาก็เป็นวัตถุไวไฟ รับไฟจากเราไปได้ง่าย แต่ถ้าเขาไม่แคร์เรา เราไม่มีน้ำหนักในใจเขา เขาก็เหมือน... เหมือนอะไรดีล่ะ วัตถุที่ติดไฟยากแล้วกัน และถ้าเรามัวแต่พยายามจะให้เขาสนใจอารมณ์ ความรู้สึกของเรา ก็เหมือนเราเอาไม้ขีดไฟ ไปจ่อวัตถุนั้น หวังจะให้มันติดไฟทั้งๆที่ยาก
และท้ายที่สุด ไฟก็ลามจนไม้ขีดไฟหมดก้าน ..... เผามือเรา....
เจ็บ และ ไร้ประโยชน์สิ้นดี
...............
ผมสวดมนต์ คาถาชินบัญชร
นั่งสมาธิ
ลืมตา แผ่เมตตา และมองดูเปลวเทียนที่ไหวระริก....
แล้วผมก็ดับไฟ
บุญรักษาครับ May 03 ประชุมราชวิทยาลัยที่พัทยามีโอกาสได้ไปประชุมราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยของปีนี้มาครับ
เขาจัดที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ จอมเทียน พัทยา ตั้งแต่วันที่ 26 - 30 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งค่าพัก ค่าลงทะเบียนผมถือว่าแพงนะ ต้องขอบคุณ ไฟเซอร์และลิปิเตอร์ไว้ณ. ทีนี้ครับที่เป็นผู้ให้การสนับสนุน งานจัดได้ดีมากครับหรืออาจจะเป็นเพราะผมไม่เคยมางานประชุมวิชาการที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลยก็ได้ มีเลคเชอร์ ซิมโพเซียมให้เลือกฟังเยอะตาลาย มีของแจกของแถม และข้อมูลดีๆใหม่ๆของทั้งเรื่องโรค และวิธีการรักษา ข้อมูลยาใหม่ๆ และที่เหนือสิ่งอื่นใด คือเพื่อนครับ
พลพรรคแพทย์อย่างพวกเรา เรียนจบก็แยกย้าย งานก็หนัก หาโอกาสเจอกันยากครับ งานนี้แม้จะไม่เจอทั้งชั้นปี แต่ก็เจอเยอะครับ เพราะเพื่อนบางคนของผมที่จะเรียน กุมารเวชกรรม ยังอุตส่าห์มางานนี้เลย (ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกันนะเนี่ย) ก็เลยได้เจอ อัพเดทข่าวสารของเพื่อนๆคนอื่น และที่ไม่น่าเชื่อคือ ได้ฟังเพื่อนปรับทุกข์ และปรับทุกข์ให้เพื่อนฟัง
เธอโดนคนรักทิ้งไป อย่างไม่มีเหตุผล และเธอเสียใจ เธอไม่เข้าใจว่าสำหรับเขาแล้ว เธอ เป็น อะ ไร
และเขาให้คำตอบเธอไม่ได้ ......
เธอเล่าเหตุการณ์ให้ผมฟัง เหมือนเป็นเรื่องตลกสนุกสนาน เธอยิ้ม ....
แต่ผมรู้ครับ ผมเคยอยู่ position เดียวกับเธอ แม้แต่ตอนนี้มันก็ยังมี effect ค้างคาอยู่ในใจของผม
ตอนนี้เราอาจจะเล่ามันอย่างตลก สนุกสนาน
แต่.....
ผมเข้าใจเธอ....
หลายครั้งนะครับ ที่ผมเจอคนไข้ที่พยายามฆ่าตัวตายเพราะความรัก...
"กินพารามาน่ะ มันไม่ตายหรอกนะ "
"อยากตายแล้วมารพ.ทำไม"
"พวกนี้มันรักตัวเอง มันไม่อยากตายจริงๆหรอก"
สารพัด สารพัน ประโยคที่ผม เพื่อน หรือพยาบาลเคยพูด
พอย้อนกลับไปมองแล้ว รู้สึกไม่ดีเลยครับ รู้สึกแย่มากที่เคยทำแบบนั้นกับพวกเขาไป
ผมรู้ว่า เจ๊บเพราะความรัก มันแย่มาก
ชีวิตคนเรา ใครๆก็รักครับ ไม่มีใครอยากทำร้ายชีวิตเราเองแน่นอน
ทุกวันนี้เวลาผมเจอคนไข้พวกนี้ ผมจะบอกเขาว่า
"หมอจะไม่พูดหรอกนะว่าหมอเข้าใจ เพราะความทุกข์ของแต่ละคน ไม่มีคนอื่นเข้าใจหรอก บางคนอาจจะคิดว่างี่เง่า เล็กน้อย แต่สำหรับคนบางคนมันยิ่งใหญ่ มากพอที่จะทำให้เขาทำร้ายคนที่เขารักที่สุด นั่นก็คือตัวเอง"
คนไข้ทุกคนจะเงยหน้ามามองผม เกือบทุกคนจะมีน้ำตาคลอเบ้า รอฟังว่าผมจะพูดอะไรต่อ
"หมอจะบอกว่า หมอเห็นใจ... " เกือบทุกครั้งที่ผมจะสัมผัสตัวคนไข้
ใครหนอเคยบอกว่า ความอบอุ่นใจ มันซึมผ่านกันได้ทางการสัมผัส คนแปลกหน้า ก็มอบความอบอุ่นได้
เห็นใจ
simple แต่ sympathy ด้วยครับ ....
บุญรักษาครับ April 19 ว่าด้วยเรื่องของความทุกข์มีโอกาสได้ไปดูหนังมาครับ (อีกแล้ว) เรื่อง อรหันต์ซัมเมอร์
เป็นหนังไทยอีกเรื่องหนึ่งครับที่ดูแล้ว สนุก ได้ความรู้สึกดีๆ (เดี๋ยวนี้หนังไทยทำดีๆเยอะนะครับ เหมือนเปลี่ยนยุคของหนังไทยยังไงยังงั้นเลย) มีส่วนผลสมที่ลงตัวมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพที่สวยมาก (เขาไปถ่ายทำในหลายวัดมากเลยครับ ) ความสนุก ความตลกขบขัน และข้อคิดหลายๆอย่าง แม้เนื้อเรื่องจะดำเนินไปอย่าง Simple ก็ตาม
ไคลแม๊กซ์คงอยู่ที่ตอนที่เณรข้าวปั้นโดนโจรขโมยของวัดจับตัวไป พร้อมๆตัวประกันคนอื่นๆ ไปขังที่โรงเกลือร้างที่มีผีเจ๊หวิว ที่โดนสามีทิ้งไปทำงานที่ดาวคะนอง เลยฝังตัวตายในกองเกลือเป็นผีพยาบาทติดที่ ที่หาทางไปดาวคะนองตามสามีไม่เจอ เธอบอกว่าเธอเป็นทุกข์ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมสามีทิ้งเธอไป เธอไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ .... เณรข้าวปั้นจำสิ่งที่หลวงพี่ใบบุญสอนได้ จึงทำใจกล้าเทศนาสั่งสอนผีตนนี้
"โยม ทุกข์ของโยมอยู่ที่ไหนกันล่ะ โยมก็ดับมันเสียที่นั่นสิ"
"เณรจะให้หนูไปฆ่าผัวหนูเหรอ?... แต่หนูไปดาวคะนองไม่ถูก..." เธอตอบพลางร้องไห้ต่อ
"ไม่ใช่แล้วโยม โยมคิดดีๆนะ ทุกข์น่ะมันอยู่ที่ตัวโยม เกิดจากตัวโยมเอง แล้วก็ดับได้ก็เพราะตัวโยมเองนะ"
ใช่แล้วครับ เวลาเราเป็นทุกข์ เราทุกข์เพราะคนอื่นไม่เป็นไปตามที่เราหวัง อุปสงค์ อุปทานไม่ตรงกัน เราก็เลยเป็นทุกข์ คิดไปต่างๆนานาว่าเขาไม่เห้นใจเราเลย เขาไม่สนใจเราเลย ทำไมเขาทำกับเราแบบนี้ แต่...ถ้าลองคิดดูดีๆ ใช้สติปัญญาตรองดูก็จะเข้าใจว่า เขาก็แค่ใช้ชีวิตของเขาเท่านั้นเอง บางครั้งการใช้ชีวิตของเขาอาจจะมาเบียดเบียนเราบ้าง นั่นก็คือบาปกรรมของเขา ไม่ใช่บาปกรรม หรือบุญกรรมของเราเลย เขาส่วนเขา เราส่วนเรา การที่เราทุกข์ เพราะเราต้องการให้เขาเป็นไปตามที่เราคิดต่างหาก เห็นไหมว่าต้นเหตุอยู่ที่เรา
พุทธองค์ตรัสไว้ว่า "การดับทุกข์นั้นง่าย เพียงหาเหตุแห่งทุกข์ให้เจอก็พอ"
ครับ ทุกข์อยู่ที่ตัวเราเอง เกิดจากตัวเรา และจะดับไปได้ก็เพราะตัวเราเอง
ขอตัวไปดับทุกข์ก่อนนะครับ
บุญรักษา
March 16 Becasue I said soชื่อภาษาไทยของหนัเงเรื่องนี้คือ "ปิ๊งรักใหม่ ให้ถูกใจแม่" แต่ผมว่าที่เหมาะสมก็คือ "ก็เพราะแม่บอกแล้วไงล่ะ" มากกว่านะครับ ครั้งแรกผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ที่ SF world นานมาแล้วแหละ แล้วก็ตั้งใจจะดูเรื่องนี้ให้ได้เลย เพราะดาราคนโปรดของผมเล่นถึง 2 คน คือ ไดแอน คีตัน กับ แมนดี้ มัวร์ แต่ไปๆมาๆ ผมก็ไม่ห็นหนังเรื่องนี้เข้าฉายสักที ไปเจออีกทีเป็น DVD วางอยู่ในร้านเสียแล้ว .... ถึงแม้จะต้องเสียเงินแพงกว่าการเข้าไปดูในโรงหนังแต่ผมก็ซื้อมาอย่างไม่ลังเลครับ แล้วก็ไม่เสียดายจริงๆ หนังสนุกมากครับ เรื่องมีอยู่ว่า แดฟเน่ (ไดแอน ) เป็นกังวลเรื่องลูกสาวคนสุดท้อง มิลลี่ (แมนดี้มัวร์) เรื่องความรักมาก จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจหาผู้ชายที่คัดแล้วว่าผ่านมาตรฐานแน่นอนให้ลูกสาวเสียเอง (แอบทำแบบลับๆ) แต่ทว่าเรื่องราวดันไม่เป็นตามที่คิดไว้เมื่อมีชายหนุ่มอีกคน ชายหนุ่มที่เธอไม่ค่อยพอใจนักเข้ามาพัวพันกับลูกสาวของเธอ เธอทั้งหงุดหงิด กังวล ส่วนมิลลี่ก็กังวล หวั่นไหว ลังเล แต่ก็ลงท้ายด้วยแฮปปี้เอนดิ้งทั้งแม่และลูกครับ เรื่องนี้นำเสนอความรัก 2 axis คือแม่กับลูก และ หญิงสาวกับชายหนุ่ม ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ คงจะซึ้งกับเรื่องแม่ๆลูกๆเป็นแน่เลยครับ เพราะแม้จะพรีเซนต์มาในแนวตลกๆ แต่ก็เด็ดขาดมากครับ อย่างประโยคหนึ่งว่า "พระเจ้าไม่สามารถดูแลให้ทุกคนมีความสุขได้อย่างทั่วถึงหรอกนะ พระเจ้าถึงต้องสร้างให้ทุกคนมีแม่ไงล่ะ" โห.... ไม่ต้องคิดตามครับ ตรงตัวมาก ผมชอบมากๆเลยครับกะว่าวันแม่ปีนี้จะขอลอกประโยคนี้ใส่การ์ดวันแม่เสียหน่อย (แต่ปัญหามันคือ ผมและแม่ไม่ได้เป็นคริสต์น่ะสิครับเนี่ย ) อีกฉากหนึ่งคือตอนที่แม่ลูกบ้านนี้ทะเลาะกันเรื่องที่ว่าแม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเขามากเกินไปแล้วนะ เขาโตแล้วแม่ไม่ควรบงการชีวิตของเขานัก พวกเธอยกเหตุผลนู่น นี่นั่น สารพัดมาอ้าง แล้วแม่ก็ตอบว่า "พวกเธอจะพูดอะไรแม่ก็ฟังนะ แต่สิ่งเดียวที่แม่จำได้คือ แม่เคยสอนพวกเธอเดิน สอนพวกเธอพูด เคยดูแลพวกเธอ แล้วถึงวันนี้จะมาบอกให้แม่หยุด เพราะพวกเธอโตแล้ว แล้วดูพวกเธอเดินไปที่หน้าผา แล้วกระโดดเหวลงไปโดยให้แม่ยืนดู โบกมือบอกว่า หวัดดีจ๊ะลูก นี่แม่นะ ไม่เป็นไรลูก แบบนี้แม่ทำไม่ได้.." ใครที่ได้มาอ่าน อ่านแล้วไม่ต้องคิดตามนะครับ เพราะประโยคมันใจความครบถ้วนและตรงสุดๆแล้ว เวลามองอะไรมองมุมเขาด้วยก็คงดีครับ ผมไปล่ะ จะไปโทรหาแม่อีกว่าครับ แฮะๆ บุญรักษาทุกท่านครับ February 24 เมนูวันหยุดที่จริงวันนี้ผมอยู่เวรนะครับ
แต่ขอนำเสนอเมนูของวันก่อนนู้น ที่เป็นวันหยุดของผมก่อน ตื่นมาตอนสายๆ ไม่อยากออกไปไหนเลย แต่ท้องหิว เปิดตู้เย็นมี โบโลญ่าหมูพริก ไข่ 1 ฟองแล้วก็ เนย โอเค แค่นี้ก็ได้แล้ว เมนูนี้ผมไม่ได้ตั้งชื่อหรอกครับ ใครเข้ามาอ่านก็ช่วยคิดชื่อด้วยก็แล้วกัน
วิธีทำแสนง่าย
1 เอาเนยมาใส่ในภาชนะสำหรับไมโครเวฟ ตั้งไฟร้อน หมุน 1 นาที
2 ระหว่างนั้น ตอกไข่แล้วก็ตี ใส่ผงปรุงรสกับ น้ำตาล แล้วก็หั่นโบโลญ่าหมูพริก สัก 2 ชิ้น
3 มิกซ์ไข่กับโบโลญ่าเข้าด้วยกัน
4 เนยละลายร้อนพอดีเลย เทส่วนผสมลงไป ปิดฝา ตั้งไฟร้อนหมุน 1/2 นาที
5 เปิดฝา ใช้ส้อมและช้อน ตีๆ ให้แหลกๆ แล้วปิดไฟตั้งไฟร้อนอีก 1/2 นาที
เสร็จแล้วครับ
อันที่จริงแล้วผมมีเมนูสำหรับคนอยู่หอ ใช้เพียงไมโครเวฟก็ทำอาหารอร่อยๆได้หลายๆอย่างด้วยล่ะครับ ทั้งของหวาน ของคาว ไว้วันหลังจะเอามาโพสต์แบ่งปันกันอีกนะครับ วันหยุดนี้ถ้าไม่ได้ออกไปไหน ลองทำอะไรทานเองที่หอ ก็ไม่เลวนะครับ
ปล. วันก่อนพี่สาวผมเป็นเจ้าสาวแล้วครับ ยินดีด้วยอีกที
บุญรักษาครับ February 16 27 Dresses เพื่อนเจ้าสาว 27 วิวาห์ไม่ได้เป็นเจ้าสาวสักทีวันก่อนพึ่งได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่องนี้
นานแล้วครับที่ไม่ได้ไปดูหนังที่พึ่งเข้าวันแรก วันนั้นว่างครับและหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจอยากดูอยู่แล้วด้วย ได้ไปดูที่ EGV รังสิต พวกเราก็ซื้อตั๋วเข้าไปดูเลย คนดูเยอะเหมือนกันนะเนี่ย และรับรองว่าคราวนี้ไม่มีตั๋วผิดแล้วครับเช็กมาอย่างดีไม่มีพลาดเหือนรอบช๊อกโกแลตแน่นอน
ไม่ผิดหวังครับ นางเอกสวยน่ารัก และหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันและความโรแมนติก ผมชอบแง่คิดของนางเอกนะ เธอมีแง่ที่คิดที่ค่อนข้างอุดมคตินิดหนึ่ง เมื่อพระเอกถามเธอว่า เธอแต่งชุดเพื่อนเจ้าสาวงี่เง่าๆ ถึง 27 ชุดนี้เข้าไปได้ยังไงกันเนี่ย รู้ไหมว่า ชุดเพื่อนเจ้าสาวก็คือสิ่งที่เจ้าสาวกำหนดมาเพื่อให้เพื่อนของเธอดูแย่กว่าเธอและส่งประกายให้เธอโดดเด่นที่สุดในงานแต่
นางเอกตอบว่า
ก็ใช่น่ะสิ ก็วันนั้นเป็นวันของพวกเธอ ชั้นในฐานะเพื่อนที่ดีของพวกเธอก็ควรจะต้องทำอย่างนั้น เพราะอย่างไรเสียมันก็เป็นวันของพวกเธอ และฉันหวังว่าเมื่อถึงวันนั้นของฉัน พวกเขาก็จะช่วยเหลือชั้นบ้างเหมือนที่ฉันช่วยเหลือพวกเขา
เห็นป่ะ ไอเดียลดีเนอะ
อีกตอนที่ผมชอบก็คือ มุมมองของทั้งพระเอกและนางเอก
นางเอกชอบงานแต่งมากที่สุดตอนที่เจ้าสาวเดินเข้ามา ทุกคนจะหันไปมองเจ้าสาวทั้งหมด แต่เธอจะมองตาของเจ้าบ่าวที่กำลังจับจ้องไปที่เจ้าสาวของเขา มันเป็นสายตาของผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลกตอนนั้น
ส่วนพระเอกก็ชอบงานแต่งงานมากที่สุดตอนที่เจ้าสาวเดินเข้ามาเหมือนกัน เขาบอกว่า เขาจะมองที่แววตาของเจ้าบ่าว เพราะถึงแม้ว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะเป็นคนโง่ที่สุดที่ยอมสละชีวิตโสดก็ตามแต่ตอนนี้มันไม่สนใจอะไรแล้ว มันกำลังมีความสุขที่สุดในโลก
และแล้วตอนจบในวันแต่งงานของนางเอก เธอก็บอกว่า สายตาของเจ้าบ่าวที่มองมาที่เธอนั้น ไม่เหมือนที่เธอเคยฝันเลย
มันดีมากกว่านั้นเสียอีก.........
อุทิศบล๊อกนี้ให้กับ อีแอม เพื่อนรัก ขอให้มีศรัทธาในความรักต่อไปนะแก นางเอกคนนี้เขายังทำได้เลย
และอุทิศให้กับพี่เจี๊ยบครับ ยินดีด้วยนะครับ ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวแล้ว
บุญรักษาครับ
|
ไหนๆก็เข้ามากันแล้วน่ะนะครับ ช่วยทิ้งร่องรอยกันหน่อยก็ดีครับ | ||||||||||